เมื่อความไม่แน่นอนทางนโยบายกลายเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจและผู้ประกอบการยุคใหม่

ปรากฏการณ์ลักษณะนี้กำลังเกิดขึ้นในระดับสากล การจำกัดสารเคมีอันตรายของสหภาพยุโรปเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งในระยะแรกได้รับคำชื่นชมอย่างกว้างขวางว่าเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามเมื่อระบบราชการเกิดความติดขัด กลับพบว่ามีสารเคมีและวัตถุดิบเชิงกลยุทธ์จำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการตัดสินใจว่าจะควบคุมในทิศทางใด สภาวะหยุดชะงักดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของนักวิทยาศาสตร์หรือนักเคลื่อนไหว หากแต่คือปัจจัยเสี่ยงขั้นรุนแรงทางธุรกิจ นโยบายรัฐกับธุรกิจ ที่นักธุรกิจรุ่นใหม่และคนทำงานสายการวางแผนกลยุทธ์จำเป็นต้องนำมาคิดวิเคราะห์อย่างรอบด้าน

ลองพิจารณาผลกระทบผ่านมุมมองของผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหรือโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หากหน่วยงานรัฐมีคำสั่งอย่างเด็ดขาด:

ลองคิดภาพตามหลักเศรษฐศาสตร์ สมมติว่ามีสตาร์ทอัพหรือนักวิจัยที่กำลังพัฒนาวัสดุชีวภาพประเภทใหม่เพื่อนำมาใช้ทดแทนพลาสติกเคมีที่ย่อยสลายยาก หากรัฐบาลประกาศแบนพลาสติกเดิมอย่างชัดเจน วัสดุใหม่ชิ้นนี้จะมีตลาดรองรับมหาศาลและสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างคุ้มค่ากับการลงทุน ทว่าหากความชัดเจนยังไม่เกิดขึ้น นักลงทุนย่อมเลือกที่จะ รอดูก่อน ส่งผลให้โครงการนวัตกรรมสีเขียวเหล่านั้นต้องพับเก็บไป ทั้งอุตสาหกรรมจึงตกอยู่ในสภาวะที่ของเก่าก็ไม่กล้าลงทุนต่อ ส่วนของใหม่ก็ไม่กล้าเริ่มต้นสร้างสรรค์

ตลอดระยะเวลาดังกล่าว โลกภายนอกได้เปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีไปหลายยุคสมัย:

ตารางเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศหรือภูมิภาคที่มีการปฏิรูปรอบด้านเพื่อลดขั้นตอนกระบวนการทำงานของภาครัฐ มักจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะประชากรของเขามีศักยภาพมากกว่า แต่เป็นเพราะกฎกติกาและโครงสร้างเชิงนโยบายเอื้ออำนวยให้พวกเขาสามารถวิ่งได้เต็มความเร็ว โดยไม่ต้องพะวักพะวนกับการรอคอยคำตอบที่ไม่มีวันมาถึง

ก้าวต่อไปของผู้นำองค์กรยุคใหม่ ไม่ได้ถูกวัดกันที่ใครมีทุนหนาหรือขนาดใหญ่โตที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าใครจะสามารถอ่านเกมความเสี่ยงเชิงนโยบายได้ขาด และเตรียมความพร้อมขององค์กรให้มีความยืดหยุ่นสูงพอที่จะสปริงตัวออกจากกับดักความไม่แน่นอน เพื่อมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *